Hot!

Translate

 

การจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระญาอนันตยศ ปฐมกษัตริย์แห่งนครเขลางค์

         ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ


ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาดิฉันเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบนเขตล้านนา 8 จังหวัด นับแต่ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ได้พบว่าในแต่ละชุมชนย่อยๆ ต่างบังเกิดปราชญ์ชาวบ้านผู้มีความเข้มแข็ง พวกเขาพยายามลุกขึ้นมาอธิบายประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนเองอย่างน่าชื่นชม

ไม่ว่าข้อมูลที่พ่อน้อยพ่อหนานบอกเล่านั้นจะถูกหรือผิด จะสอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีกระแสหลักหรือไม่ก็ตาม

ดังเช่นกรณีศึกษาล่าสุด 3-4 พื้นที่ที่ดิฉันกำลังเข้าไปมีส่วนสัมผัสในระดับลึก ได้แก่ ชุมชนในเขต อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน ชุมชนในเขต อ.พาน จ.เชียงราย และชุมชนในเขต อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

ชุมชนหลังสุดนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดิฉันกำลังจะนำเสนอในบทความนี้

 

สวนเจ้าอนันตยศสร้างนานหลายปี

หากยังไม่มีอนุสาวรีย์ชื่อเจ้าของสวน

เมื่อเราขับรถข้ามดอยขุนตานจากฝั่งเชียงใหม่-ลำพูนไปยังจังหวัดลำปาง พบทางแยกใหญ่เขียนว่า “ห้างฉัตร” ให้เลี้ยวซ้ายเข้าตัวอำเภอห้างฉัตร ลัดเลาะไปเรื่อยๆ เราจะพบถนนสายหลักอันกว้างใหญ่ที่มีชื่อว่า ถนนจามเทวี (ชาวบ้านเรียกถนนห้างฉัตร-ลำปาง) เป็นถนนที่คู่ขนานกับสาย A1 ของซูเปอร์ไฮเวย์ด้านนอก มุ่งตรงไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ เข้าเขตอำเภอเมืองลำปางได้เช่นกัน

ด้านซ้ายของถนนจามเทวี มีสวนสาธารณะอันกว้างใหญ่ไพศาลชื่อ “สวนอนันตยศ” ครั้นเมื่อเราขับรถเข้าไปในสวนแห่งนี้ กลับวังเวง ไม่พบเรื่องราวองค์ความรู้ใดๆ เชิงประวัติศาสตร์ ไร้แม้กระทั่งร่องรอยอนุสาวรีย์ของชื่อเจ้าของสวนแห่งนี้

เหตุที่สวนแห่งนี้แทบจะร้าง ไร้การสานต่อ ทั้งๆ ที่เมื่อแรกสร้างสวนนั้น มีการวาดฝันไว้บรรเจิดว่าควรมีการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของเจ้าอนันตยศด้วย ทว่า ปมปัญหาคาราคาซังของหน่วยงานที่ทับซ้อนกันนั้นเคยเป็นอุปสรรคกีดขวางมิให้การจัดสร้างสวนสาธารณะแห่งนี้ เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

เรื่องเลวร้ายต่างๆ นานาผ่านพ้นไปสิ้นแล้ว จึงไม่ขอฟื้นฝอยหาตะเข็บกล่าวถึงในที่นี้

เรามาทำความรู้จักกันดีกว่า ว่าเจ้าอนันตยศเป็นใคร ทำไมต้องนำชื่อพระองค์มาตั้งเป็นชื่อสวน และนำชื่อพระนางจามเทวีมาตั้งเป็นชื่อถนน? เป็นคำถามที่คาใจประชาชนที่พบเห็น

เนื่องจากเมื่อเอ่ยถึงนครลำปางหรือเมืองละกอนคราใด คนทั่วไปรู้จักแต่เพียงแค่ “หนานทิพย์ช้าง” “พระเจ้ากาวิละ” หรือไม่ก็เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้ายคือ “เจ้าบุญวาทย์วงค์มานิตย์” เท่านั้น

จากแฝดน้องสู่ปฐมกษัตริย์นครเขลางค์

เจ้าอนันตยศ หรือ พระญาอนันตยศ (คำว่า “พระญา” เป็นคำภาษามอญโบราณ แปลว่าผู้ทรงภูมิ ผู้ทรงธรรมปัญญา เป็นคำที่ใช้เรียกกษัตริย์สมัยหริภุญไชย) จากตำนานมูลศาสนา และชินกาลมาลีปกรณ์ ระบุว่าเป็นพระราชโอรส “แฝดน้อง” ของพระนางจามเทวี

ตำนานทั้งสองเล่มระบุว่าพระนางจามเทวีกระทําพิธีบรมราชาภิเษก (นั่งเมือง) ใน พ.ศ.1205 และเมื่อเสด็จมาได้เพียง 7 วัน พระครรภ์ได้ครบทศมาส (10 เดือน) พระนางจามเทวีทรงมีประสูติกาลพระโอรส 2 พระองค์ ในวันเพ็ญเดือน 3

ดิฉันเคยสอบถามศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ราวปี 2550 เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ถึง คำว่า “วันเพ็ญเดือน 3” ในตำนานนี้ ควรหมายถึงเดือน 3 เหนือหรือเดือน 3 ภาคกลางกันแน่? ผู้ปริวรรตตำนานจะมีการปรับเดือนมาเป็นไทยกลางเพื่อสร้างความเข้าใจที่ง่ายขึ้นให้แก่ผู้อ่านด้วยหรือไม่

เหตุที่ต้องถามก็เพราะไม่มีใครได้เห็นเอกสารต้นฉบับตำนานทั้งสองเล่มดังกล่าวว่าเขียนอย่างไร

อาจารย์ประเสริฐกรุณาอธิบายว่า ต้องหมายถึงเดือน 3 เหนือ เพราะผู้แปลตำนาน ถอดความตามต้นฉบับ ไม่ได้แปลงให้มาเป็นเดือนภาคกลาง ดังนั้น ผู้อ่านที่ไม่ใช่คนภาคเหนือต้องมีความรู้ความเข้าใจในการนับเดือนที่มีรูปแบบพิเศษด้วย กล่าวคือ คนเหนือนับเดือนไปล่วงหน้าจากภาคกลาง 3 เดือน อันเป็นเรื่องยากพอสมควร

ฉะนั้น วันนั่งบัลลังก์ของพระนางจามเทวี (นั่งเมืองก่อนประสูติพระโอรส 7 วัน) ย่อมตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 3 เหนือ (เดือน 3 เหนือตรงกับเดือนธันวาคม ในขณะที่ภาคกลางเดือนธันวาคมยังเป็นเดือน 12 ย่างเดือนอ้ายอยู่) คํานวณดูแล้วตรงกับวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.1205

ส่วนวันประสูติโอรสแฝดนั้น อยู่ในช่วงหลัง “วันพระแม่นั่งเมือง” ไปแล้ว 1 สัปดาห์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 เหนือ ก็ย่อมตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.1205

โอ! วันประสูติพระโอรสแฝดไปตรงกับวันคริสต์มาสที่พระเยซูถือกำเนิดอย่างไม่น่าเชื่อ

โอรสแฝดพี่ เท่าที่พบมีเพียงชื่อเดียวคือ “เจ้ามหันตยศ” แต่โอรสแฝดน้องกลับมีการระบุอยู่หลายชื่อ ที่รู้จักกันดีคือ “เจ้าอนันตยศ” นอกจากนี้ ยังมีชื่อ “เจ้าอินทวร” “เจ้าอินทเกิงกร” อีกสองชื่อด้วย

วีรกรรมของสองโอรสแฝดที่โดดเด่นที่สุดคือ การสกัดการรุกรานของเจ้ามิลักขุ (ชนเผ่าลัวะ) นาม “ขุนหลวงวิลังคะ” มิให้กรีธาทัพมาโจมตีหริภุญไชยนครจนย่อยยับ ได้สำเร็จตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ด้วยอำนาจและฤทธานุภาพของ “พญาคชสาร” นาม “ปู้ก่ำงาเขียว”

เมื่อขุนหลวงวิลังคะเสียชีวิต ณ ดอยคว่ำหล้อง (อยู่ใน อ.สะเมิง) พระนางจามเทวีได้สู่ขอธิดาทั้งสองของขุนหลวงวิลังคะมาเป็นชายาให้กับโอรสแฝดทั้งสอง เป็นการ “กินดอง” กันเพื่อระงับรอยบาดหมางระหว่าง “ลัวะ” และ “เม็ง” (มอญ)

นอกจากจะวิวาห์กับธิดาของขุนหลวงวิลังคะแล้ว ตำนานท้องถิ่นของเมืองลำพูนระบุเพิ่มจากตำนานกระแสหลักว่า เจ้ามหันตยศ-เจ้าอนันตยศ ยังได้ธิดาของ “ขุนพลเตโค” ทหารเอกที่ถวายอารักขาตลอดกระบวนเสด็จทางชลมารคของพระนางจามเทวีจากละโว้สู่หริภุญไชย (ลำพูน) มาเป็นชายาอีกด้วย

เมื่อโอรสแฝดสองพี่น้องเจริญชันษาถึงวัยอันควรแก่การครองราชย์สมบัติ พระนางจามเทวีได้สละบัลลังก์ให้แก่เจ้ามหันตยศ และส่งโอรสแฝดน้องขยายดินแดนข้ามขุนตานไปยังทิศตะวันออกแถบลุ่มแม่น้ำวัง อันเป็นที่มาของการสร้างเมืองเขลางค์นคร

การชำระประวัติศาสตร์หน้าแรกเพิ่งเริ่มต้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน 2565 ณ ห้องประชุม ตึกบุญชูปณิธาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง ตั้งอยู่ที่ อ.ห้างฉัตร อำเภอที่มีการดำริจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระญาอนันตยศ ณ สวนอนันตยศ นั้น ได้มีการเปิดเวทีเสวนาทางวิชาการหัวข้อ

“ตามรอยเจ้าอนันตยศ : ปฐมกษัตริย์เขลางค์นคร สู่ทิศทางการพัฒนานครลำปางอย่างยั่งยืน” โดยดิฉันเป็นหนึ่งในวิทยากรที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมบรรยายด้วย รายละเอียดคล้ายกับข้อมูลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

หัวใจหลักของเวทีคือการนำเสนอถึง “ที่มาที่ไปของการออกแบบ” พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระญาอนันตยศ ว่าใช้ตรรกะอันใดในการกำหนดเสื้อผ้าหน้าผม ทำไมจึงต้องสวมมงกุฎทรงนี้ ไยต้องถืออะไรในพระหัตถ์แบบนั้น ฯลฯ

ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์คือ “ดร. พรศิลป์ รัตนชูเดช” อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปกรรม คณะพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ (มจร. สวนดอก) อาจารย์พรศิลป์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และปริญญาโท เอก จากอินเดีย

ผู้ออกแบบได้อธิบายว่า ได้ทำการศึกษาเรื่องศิลปะสมัยหริภุญไชยอย่างละเอียดในทุกมิติ จึงสามารถสเกตช์ภาพ “กษัตริย์หนุ่มแฝดน้องนามอนันตยศ” ออกมาได้ว่าควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

มงกุฎทรงเทริดที่ประดับด้วยขนนกเช่นนี้ ก็สอดคล้องกับประติมากรรมพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยหริภุญไชย ซึ่งร่วมสมัยกับศิลปะพุกาม โดยทั้งคู่ต่างรับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียเหนือราชวงศ์ปาละ

กรองศอ สังวาล กุณฑล ธำมรงค์ ฉลองพระบาท ภูษาทรง ทั้งหมดทั้งมวล พยายามออกแบบให้แตกต่างไปจากศิลปะสมัยล้านนาที่เรารู้จักกันดีคือประติมากรรมรูปเทวดาปูนปั้น ประดับที่ผนังวิหารวัดเจ็ดยอด เชียงใหม่ ซึ่งกรมศิลปากรโดยคุณไข่มุกด์ ชูโต ได้นำไปเป็นต้นแบบในการออกแบบอนุสาวรีย์สามกษัตริย์

อันนั้นคือรูปแบบศิลปะล้านนา ทว่า พระญาอนันตยศคือบุคคลในตำนานสมัยหริภุญไชย ซึ่งเหลือหลักฐานด้านศิลปกรรมน้อยกว่าสมัยล้านนาหลายเท่า จึงถือว่าเป็นการทำงานที่ค่อนข้างยากพอสมควร

สิ่งที่อยู่ในพระหัตถ์ของเจ้าอนันตยศนั้นคืออะไร ดร.พรศิลป์กล่าวว่า เป็นแผ่นรูปพระสิกขีปฏิมาศิลาดำ ซึ่งจะนำมาติดต่างหาก

ตามตำนานกล่าวว่า พระนางจามเทวีมีพระพุทธปฏิมาสำคัญอยู่สององค์ สีขาวกับสีดำ พระนางได้มอบพระแก้วขาว เสตังคมณีให้แก่แฝดพี่คือเจ้ามหันตยศ ประดิษฐานไว้เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองนครหริภุญไชย (กระทั่งพระญามังรายยึดลำพูนได้ จึงย้ายพระแก้วขาวไปไว้ที่นครเชียงใหม่)

ส่วนแฝดน้องคือเจ้าอนันตยศนั้น พระนางจามเทวีได้มอบ “พระสิกขีปฏิมาศิลาดำ” ให้เป็นพระคู่พระองค์ นำไปประดิษฐาน ณ นครเขลางค์ (แต่ในที่สุด เมื่อมีสงครามระหว่างเหนือ-ใต้ สมัยหลังจากยุคหริภุญไชยไปแล้ว ทางกรุงศรีอยุธยาได้ขึ้นมาตีเขลางค์ อัญเชิญพระสิกขีปฏิมาศิลาดำไปไว้ที่อยุธยาด้วย)

จวบปัจจุบันไม่มีใครทราบว่า พระสิกขีปฏิมาศิลาดำในอยุธยาอยู่ที่ไหน คือองค์ใด

อย่างไรก็ดี ในตำนานยังระบุต่ออีกว่า นครหริภุญไชยยังได้รับพระสิกขีปฏิมาศิลาดำอีกองค์หนึ่ง (พิมพ์เดียวกัน เพราะเมื่อแรกสร้าง ทำพร้อมกันถึง 5 องค์) จากอาณาจักรพุกาม องค์ใหม่ที่ได้มานี้ ประดิษฐาน ณ นครหริภุญไชย ไม่ได้อยู่เขลางค์

ความยากของการออกแบบอยู่ที่ต้องตีความ “พระพุทธรูปที่ไม่มีใครเคยเห็น” ว่าหน้าตาควรเป็นแบบใดนั้น หนักหนาสาหัสเอาเรื่อง แต่ ดร.พรศิลป์ก็เสนอว่า พระพุทธสิกขี ควรเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบปาละที่สวมมงกุฎทรงเทริดขนนกด้วยเช่นเดียวกัน เหตุที่ สิกขี แปลว่า นกยูง, กินรี

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธรูปในพระหัตถ์ที่พระญาอนันตยศประคองนั้น จะสวมมงกุฎทรงเทริดขนนกสอดรับล้อกับมงกุฎที่พระองค์สวมด้วยเช่นกัน

เรื่องการออกแบบพระบรมราชานุสาวรีย์จึงผ่านพ้นไปด้วยดี โดยภาพรวมถือว่ามีความงามสง่าราวเทพบุตรอยู่มาก

สิ่งที่เป็นปัญหาที่ยังคาราคาซัง รอการชำระสะสางน่าจะเป็นเรื่อง ความสับสนของประวัติศาสตร์หน้าแรกแห่งนครเขลางค์มากกว่า ว่าตกลงแล้ว “เวียงอาลัมภางค์” นั้นอยู่ที่ไหนกันแน่

เวียงนี้เจ้าอนันตยศสร้างถวายให้เสด็จแม่ (พระนางจามเทวี) ประทับ ตอนแรกนักวิชาการทุกคนพุ่งเป้าไปที่บริเวณพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา ด้วยเห็นว่าเป็นที่ตั้งของพระธาตุองค์สำคัญ

จนกระทั่งอาจารย์ศักดิ์ (สักเสริญ) รัตนชัย ชี้เปรี้ยงว่า ไม่ใช่! น่าจะเป็นบริเวณกู่ขาว-กู่คำ ตรงจุดที่มีวัดพระเจ้าทันใจในปัจจุบันมากกว่า เหตุที่บริเวณนี้พบร่องรอยศิลปะสมัยหริภุญไชยมากกว่าบริเวณวัดพระธาตุลำปางหลวง

หวังว่าปริศนาหน้านี้จักคงได้รับการชำระสะสางให้กระจ่างอีกไม่นาน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองกับวาระพิเศษที่กำลังจะมีการประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระญาอนันตยศ ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าแรกให้แก่นครเขลางค์ •


ขอบคุณบทความจาก มติชนสุดสัปดาห์


การจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระญาอนันตยศ ปฐมกษัตริย์แห่งนครเขลางค์ / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

พิธีอัญเชิญพระเจ้าอนันตยศปฐมกษัตริย์เขลางค์นคร วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569























จารึกพระเกียรติประวัติชีพราหมณ์จามเทวี



จารึกพระเกียรติประวัติชีพราหมณ์จามเทวี

โดย สุจิตรา ศรีนุต


  หลังจากพระนางจามเทวีสละราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใหญ่แล้ว ตำนานมูลศาสนากล่าวว่า พระนางจามเทวีได้นุ่งขาวห่มขาว ถือศีลกินเจ ทรงสมทานเบญจศีลอยู่เสมอทุกวันมิได้ขาด อุดมการณ์ทางด้านศาสนา ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติธรรม ให้เสนาอำมาตย์ราชมนตรีและประชาราษฎร์ถือปฏิบัติตาม ที่สำคัญยิ่งทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา ให้รุ่งเรืองวัฒนาสืบมาจนถึงปัจจุบัน

  ตำนานจามเทวีกล่าวถึง พระนางจามเทวีมาประทับเมืองเขลางค์-อาลัมพางค์ ด้วยตั้งพระทัยว่าจะมาปฏิบัติธรรม ในปีพ.ศ. ๑๒๗๐ มีพระโรคาพาธเล็กน้อย จึงได้ขออำลาพระบรมครูกลับหริภุญไชย ให้ข้าราชบริพารเตรียมธูปเทียนบุปผา เสด็จไปยังสำนักสุพรหมฤาษี ถวายนมัสการขอขมาพรหมฤาษีเจ้า แล้วเสด็จกลับยังนครหริภุญไชย กระทำประทักษิณพระนครแล้วเสด็จบรรทม ณ พระที่ศิริไสยาสน์  รุ่งเช้าทรงจัดแจงมหาทาน เสด็จไปยังวัดสถานของพุทธบุตร ถวายนมัสการ ถวายทาน แก่พระมหาสังฆเถระ และพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นอาจารย์ ลำดับต่อมาจึงพระราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่ชนทั้งหลาย รวมทั้งหมู่พระประยูรญาติ

เมื่อพระราชทานมหาทานแล้ว  ทรงสมาทานศีล ฟังธรรมเทศนาถึง ๗ วัน ครั้นถึงวันที่ ๘ พระนางเจ้าบังเกิดประชวรพระโรคาพาธกำเริบแรงกล้าจนถึงเสด็จสวรรคต พระชนมายุ ๙๒ พรรษา  ด้วยกุศลกรรมที่พระนางเจ้าจามเทวีกระทำไว้แล้วแต่ปางก่อน และได้เจริญพระไตรลักษณ์ด้วยเปล่งวาจาว่า “ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา”  ในขณะมีพระโรคาพาธเบียดเบียนจวบใกล้สวรรคต พอขณะจุติจากมนุษย์โลกก็ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้น ดุสิตาเทวโลก


เรืองรองผุดผ่องฟ้า ทั่วไทยเฮย

พระแม่นางบ่อละเลย อาณาราษฎร์

ธรรมะนารีงามพิลาส ศาสน์สูงส่ง

จักเทิดไว้ให้ดำรง ศักดิ์ศรีนารีเอย



งานมูลนิธิลำปางสงเคราะห์ครบรอบ 65ปี 10 มีนาคม พ.ศ. 2569





พระรูปเจ้าอนันตยศลำลอง ณ อนุสาวรีย์ที่วัดพระเจ้าทันใจซึ่งอัญเชิญมาประดิษฐานเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคมพ.ศ. 2569




















เชิญชวนแต่งกายพื้นเมือง ร่วมพิธีอัญเชิญรูปหล่อพระเจ้าอนันตยศ ปฐมกษัตริย์เขลางค์นคร เข้ามาเมือง


เชิญชวนพี่น้องชาวลำปาง แต่งชุดพื้นเมืองมาร่วมพิธีอัญเชิญรูปหล่อราชานุสาวรีย์ เจ้าอนันตยศ ปฐมกษัตริย์เขลางค์นคร สู่แท่นราชานุสาวรีย์ ณ วัดพระเจ้าทันใจ อ.เมือง จ.ลำปาง ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569


 Spot พิธีอัญเชิญฯ(ภาษาราชการ)


 Spot พิธีอัญเชิญฯ(คำเมือง)


กำหนดการอัญเชิญพระรูปพระเจ้าอนันตยศ ปฐมกษัตริย์เขลางค์นคร

ประดิษฐานบนพระแท่นอนุสาวรีย์

ณ  วัดพระเจ้าทันใจ ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

วันเสาร์ที่ ๑๔ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ตรงกับแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๔ (เดือน ๖ เหนือ)

****************************

เวลา  ๐๗.๓๐ น.      -  เคลื่อนขบวนรถอัญเชิญพระรูปพระเจ้าอนันตยศ ปฐมกษัตริย์เขลางค์นคร                                  พร้อมพระแสงขรรค์ นำโดยรถอัญเชิญพระสิขีปฏิมา ออกจากข่วงเม็ง                                        มณฑลทหารบก ที่๓๒ค่ายสุรศักดิ์มนตรี มายัง ร.ร.บ้านปงสนุก

เวลา  ๐๘.๐๐ น.      -  เจ้าหน้าที่ อัญเชิญพระสิขี  พระแสงขรรค์  พระรูปชีพราหมณ์จามเทวี                                     ขึ้นบนหลังช้าง ๓ เชือก  

เวลา  ๐๘.๓๐ น.      -  ประธาน (ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง) และ แขกผู้มีเกียรติ                                                        พร้อมกัน ณ มณฑลพิธี วัดพระเจ้าทันใจ

·    ขบวนรถอัญเชิญพระรูปพระเจ้าอนันตยศฯ  นำโดยขบวนช้าง ๓ เชือก ออกจาก ร.ร.บ้านปงสนุก ไปยังวัดพระเจ้าทันใจ  โดยมี โยธวาทิต       ร.ร.ลำปางกัลยาณี นำขบวน

·   ขบวนตามเสด็จพระรูปพระเจ้าอนันตยศฯ ประกอบด้วย

v ขบวนม้าทหารเอกพระเจ้าอนันตยศฯ (พ่อเจ้าปันเจิง)      

         พร้อมด้วยทหารในชุดโบราณ

โยธวาทิต ร.ร.บุญวาทย์วิทยาลัย

v  ขบวนชาวลวปุระ (ละโว้/ลพบุรี)  และหริปุญชยะ (ลำพูน)และพี่น้อง              ชาวโคราช 

v  ขบวนขันดอกช่างฟ้อนนครลำปางทุกกลุ่ม

v  ขบวนกลุ่มตัวแทน ๑๓ อำเภอ

v  ขบวนหน่วยงานราชการ

v  ขบวนหน่วยงานท้องถิ่น

v  ขบวนเทศบาลนครลำปาง

v  ขบวนเทศบาลเขลางค์นคร

v  ขบวนหน่วยงานภาคเอกชน

v  ขบวนชุมชน และกลุ่มต่าง ๆ

โยธวาทิต ร.ร.อัสสัมชัญลำปาง

v  ขบวนสถาบันการศึกษา

เวลา ๐๙.๐๐ น.       - ขบวนอัญเชิญถึงซุ้มประตูโขง วัดพระเจ้าทันใจ

v  ฟ้อนถวายการต้อนรับ นำเข้าสู่มณฑลพิธี

v  เมื่อถึงเต็นท์พิธี  อัญเชิญพระสิขี พระแสงขรรค์                        

     พระรูปชีพราหมณ์จามเทวี เข้าสู่เต็นท์พิธี นำโดยคณะผู้บริหาร     

     สถาบันคชบาลแห่งชาติในพระอุปถัมภ์ฯ (ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย) 

v  ช้างทั้ง ๓ เชือก ถวายคำนับพร้อมกัน แล้วเดินออกจาก              

มณฑลพิธีไปด้านหลัง

v อัญเชิญตุงไชยช่อช้าง เครื่องหลวง เครื่องสูง  วางในตำแหน่ง         ที่กำหนดไว้

v  รถอัญเชิญพระรูปพระเจ้าอนันตยศฯ เข้าเทียบตาม

     ตำแหน่งที่กำหนดไว้ (เตรียมความพร้อมขึ้นประดิษฐาน)

เวลา ๐๙.๕๙ น.       -   ได้ฤกษ์ยามที่กำหนด เจ้าหน้าที่เคลื่อนพระรูปพระเจ้าอนันตยศฯ ขึ้น                                        ประดิษฐานบนพระแท่นพระสงฆ์สวดไชยมงคลคาถา

·    ดนตรีทุกประเภท ประโคมเอาฤกษ์พร้อมกัน

·    เชิญช่างฟ้อน และแขกผู้ร่วมงาน ร่วมฟ้อนปิติ                       เป็นเวลา ๒ นาที

·    เจ้าหน้าที่เชิญธงไชยช่อช้าง เครื่องสูง เครื่องหลวงวางตามตำแหน่งที่กำหนดไว้

เวลา ๑๐.๑๕ น.       -   ประธานเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่า กล่าวรายงาน

เวลา ๑๐.๓๐ น.       -   พิธีสงฆ์ 

·      เรียนเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

·      ไหว้พระรับศีล

·      พระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดมาติกา

·      ประธานและแขกผู้มีเกียรติ ทอดผ้าบังสุกุล ๑๐ ผืน

·      พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล หลังจากนั้น

·      พระสงฆ์ ๑๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์

·      ประธานและแขกผู้มีเกียรติ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม และภัตตาหาร

·      พระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา

เวลา ๑๑.๐๐ น.       -   พิธีถวายราชสักการะ อนุสาวรีย์พระเจ้าอนันตยศ ปฐมกษัตริย์ 
                                          เขลางค์นคร

-   ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๓๒ พลตรีกวิน ยาวิชัย ถวายขันดอก
                 สักการะ (แบบโบราณราชประเพณี) 
 
      

-   ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ท่านวิวัฒน์  อินทร์ไทยวงศ์ ถวายขันข้าวพระเจ้าแผ่นดิน (แบบโบราณราชประเพณี ) เจ้าหน้าที่เป่าแตรสะนัย วงปี่พาทย์บรรเลงเบา ๆ

·      ฟ้อนเจิง  ฟ้อนดาบ  ถวาย

·      ฟ้อนอลังการล้านนา ถวาย (กลุ่มช่างฟ้อนวัฒนธรรมนครลำปาง)

·      ฟ้อนลำปางใหญ่ ถวาย (กลุ่มช่างฟ้อนจุมสะหรี วัดเกาะวาลุการาม กลุ่มออกกำลังกาย ร.ร. เทศบาล ๗)

ฯลฯ

เวลา ๑๒.๐๐ น.       -    เสร็จพิธี เชิญรับประทานอาหารตามอัธยาศัย


ภาพลำดับเหตุการณ์ จากวันนั้นถึงวันนี้
กว่าจะเป็นพิธีอัญเชิญพระรูปอนุสาวรีย์พระเจ้าอนันตยศ


       รูปหล่อพระเจ้าอนันตยศขนาดสูง 2.50 เมตร ออกแบบโดย ดร.พรศิลป์ รัตนชูเดช แห่ง มจร.สวนดอก จ.เชียงใหม่และหล่อที่โรงหล่อกุลวัฒนา เชียงใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ด้วยคณะศรัทธาชาวลำปางที่เล็งเห็นว่าสมควรเชิดชูพระเกียรติโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเปิดประวัติศาสตร์ของปฐมกษัตริย์แห่งเขลางค์นคร ที่ขึ้นครองราชตั้งแต่ปี พ.ศ.1223 เป็นเวลากว่า 1300 ปีมาแล้วในความทรงจำของชาวลำปางและชาวไทยสืบไป   การจัดงานอัญเชิญพระเจ้าอนันตยศเข้าสู่เมืองลำปางได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ในงานข่วงหลวงเวียงละกอน ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2565
    









          โดยท่านชัชชวาลย์ ฉายะบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางในขณะนั้นได้สนับสนุนและเป็นประธานเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ





                หลังงานข่วงหลวงเวียงละกอนครั้งที่ 2 ระหว่าง วันที่ 4-6 ธันวาคม พ.ศ.2565 สิ้นสุดลงเนื่องจากยังหาข้อยุติสถานที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์พระเจ้าอนันตยศให้เหมาะสมไม่ได้ ทางเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่าจึงขออนุญาตทาง มทบ.32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรีประดิษฐานพระเจ้าอนันตยศเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้สถานที่ที่เหมาะสมต่อไป
      





                จากเดือน ธ.ค. พ.ศ. 2565 จวบจนเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 เมื่อฟ้าเปิดทุกอย่างลงตัว  ด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์พบว่าย่านโบราณสถานวัดกู่คำ วัดร้างกู่ขาวกู่แดง วัดร้างปันเจิงและวัดพระเจ้าทันใจพบว่าคือจุดที่ตั้งของเวียงอาลัมพางค์อันเป็นเวียงเก่าที่พระเจ้าอนันตยศสร้างถวายแก่พระนางจามเทวีพระมารดาเสด็จมาปฏิบัติธรรมในช่วงบั้นปลายชีวิต


                จากการหารือกับท่านเจ้าอาวาสวัดพระเจ้าทันใจ (พระครูพุทธิธรรมโสภิต ) จึงได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อให้ใช้บริเวณกำแพงชั้นนอกของวัดพระเจ้าทันใจ เป็นจุดประดิษฐานราชานุสาวรีย์พระเจ้าอนันตยศและเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พบว่า หลวงพ่อเองได้ปั้นพระรูปเหมือนของพระเจ้าอนันตยศและเจ้าพ่อปันเจิง ( ทหารเอกของพระองค์ ) หน้าประตูชั้นในของวัดพระเจ้าทันใจตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549        


                เริ่มสำรวจพื้นที่จุดติดตั้งอนุสาวรีย์พระเจ้าอนันตยศ สรุปเป็นบริเวณระหว่างกลางของบันไดนาคข้ามคูน้ำทั้ง 2 ด้าน




                ข้อสำคัญคือต้นไม้ใหญ่ในบริเวณดังกล่าวจำเป็นต้องย้ายออกให้เป็นลานกว้างซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัท " ก้าวรวมช่าง " ใช้การขุดทั้งโคนออกไปเพื่อนำไปปลุกในพื้นที่สวนป่าที่ท่านตั้งใจสร้างสวนป่าในโครงการของท่านอยู่แล้ว



                สุดท้ายจึงได้ลานกว้างเพื่อสร้างราชานุสาวรีย์ตามความตั้งใจ


      เริ่มเตรียมการจัดพิธีวางศิลาฤกษ์โดยกำหนดวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2568





                พ่ออาจารย์หนานบุญเชิดจัดบูชาเท้าทั้ง4 ก่อนวันพิธีวางศิลาฤกษ์


                ได้รับเกียรติจากท่านผู้ว่าราชการ จ.ลำปาง (ท่านชุติเดช มีจันทร์)ในขณะนั้น และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานอย่างคับคั่งได้แก่  ท่านผบ.มทบ. 32 ท่านผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ลำปาง ท่านไพโรจน์ โล่ห์สุนทรอดีต รมช.กระทรวงมหาดไทย ท่านายกอบจ.จ.ลำปาง ดร.อุดมศักดิ์ ศักดิ์ ศักดิ์มั่นวงศ์ เจ้าศรีรัตน์ ณ ลำปาง เครือญาติ ณ ลำพูน ณ เชียงใหม่และหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ เอกชนและองค์กรภาคประชาชนอีกมากมายมาร่วมในพิธี


                พิธีบวงสรวงเทวดาฟ้าดิน


                ตอกเสาหมุนและวางวัตถุมงคลโดยผู้ว่าฯและแขกผู้มีเกียรติ



                พิธีวางศิลาฤกษ์โดยเจ้าคณะจังหวัดประธานฝ่ายสงฆ์ ครูบาเกียรติประธาน อุปถัมภ์และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดประธานฝ่ายฆาวาส


                วาระสำคัญคือนำเสนอการระดมทุนจากทุกภาคส่วนในที่ประชุมกรมการจังหวัด ในวันพฤหัสที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ณ หอประชุมศาลากลางจังหวัดลำปาง โดยประธานเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่า พ.อ.สันดุษิต ดีบุกคำ










                เริ่มดำเนินการก่อสร้างบริเวณลานและพระแท่นอนุสาวรีย์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568









              เริ่มก่อสร้างซุ้มเรือนแก้วลักษณะศิลปะยุคหริภุญชัยซึ่งออกแบบโดย
     ดร.พรศิลป์ รัตนชูเดช จัดสร้างโดยสล่าศุภกร กุลพรหม









       แผ่นเงินดุนนูน ด้านหน้า กำแพงเมืองรูปหอยสังข์ พระนามพระเจ้าอนันตยศภาษาไทยและภาษาเมือง ด้านข้างซ้ายขวารูปสิงห์เทินหม้อบูรณะคตะ





                ขณะนี้พระแท่นอนุสาวรีย์พระเจ้าอนันตยศ ซุ้มเรือนแก้วศิลปะหริภุญไชยและลายดุนแผ่นเงินพระนามและภาพกำแพงหอยสังข์ด้านหน้า และลายสิงห์เทินหม้อบูรณะคตะทั้ง 2 ด้านของพระแท่นเสร็จสมบูรณ์พร้อมอัญเชิญพระรูปเจ้าอนันตยศขึ้นประดิษฐานแล้ว โดยมีกำหนดพิธีอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน 
                ขอเชิญชวนท่านมาร่วมพิธีประดิษฐานพระเจ้าอนันตยศบนแท่นอนุสาวรีย์ปฐมกษัตริย์แห่งเขลางค์นครเป็นสมบัติแก่ชาวลำปาง ชาวไทยเพื่อที่สักการะและรำลึกถึงบูรพระกษัตราธิราชเป็นมิ่งขวัญของชาวลำปาง ชาวลำพูนและชาวไทยสืบไป

--------------------------------------------------------------------
                        
                                  เส้นทางและรูปขบวนช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2





        ภาพภูมิทัศน์ราชานุสาวรีย์พระเจ้าอนันตยศ ออกแบบโดยทีมงานช่างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย











 
Copyright © 2018 ลำปางรักษ์เมืองเก่า (LPOCC). Designed by OddThemes > Developed by mediathailand